วันจันทร์ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2557

สรุปสาระสำคัญหน่วยที่ 7 (21-04-57)




หลักสูตรที่ 8 นวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษา

 
หน่วยที่ 7
7.1 การสร้างสื่อนวัตกรรมและการนำไปใช้
7.2 การประเมินและปรับปรุงนวัตกรรมที่ช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ที่ดี

เรียบเรียงโดย : นางสาววรัญญา  เฮงเจริญ

 สร้างสื่อนวัตกรรมและการนำไปใช้
     สื่อการเรียนการสอน หมายถึง สื่อชนิดใดก็ได้ไม่ว่าจะเป็นเทปเสียง สไสด์ วิทยุ อินเตอร์เน็ต ภาพนิ่ง ฯลฯ ทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตามวัตถุปะรสงค์ที่ผู้สอนวางไปเป็นอย่างดี

สื่อการเรียนการสอน 11 สื่อ (เอคการ์ เดล)
1. ประสบการณ์ตรง(เช่น การดูนิทรรศการ)

2. ประสบการณ์รอง
3. ประสบการณ์นาฏกรรม(การใช้บทบาทสมมุติ)
4. การสาธิต
5. การศึกษานอกสถานที่
6. นิทรรศการ
7. โทรทัศน์
8. ภาพยนต์
9. การบันทึกเสียง วิทยุ ภาพนิ่ง
10. ทัศนสัญลักษณ์
11. วัจนภาษา
(หมายเหตุข้อ 1-6 = การกระทำ , 7-9 = ภาพ , 10-11 = นามธรรม)

สื่อมี 3 ประเภท (เอคการ์ เดล)
1.สื่อวัสดุ
  - ถ่ายทอดความรู้ด้วยตัวเอง
  - ถ่ายทอดความรู้ด้วยอุปกรณ์ช่วย
2.สื่อประเภทอุปกรณ์
3.สื่อประเภทเทคนิคและวิธีการ

 ทรัพยากรเรียนรู้ (อีลี)
1. คน
2. วัสดุ
3. สถานที่
4. เครื่องมือและอุปกรณ์
5. กิจกรรม

 
หลักการออกแบบบทเรียนโปรแกรม
1. ให้นักเรียนมีส่วนร่วมอย่างกระฉับกระเฉง
2. ให้ผลย้อนกลับทันที
3. ประเมินทีละน้อย ๆ
4. ให้นักเรียนได้รับประสบการณ์แห่งความสำเร็จ

 การเลือกสื่อการสอนต้องสัมพันธ์กับวัตถุประสงค์และประสบการณ์
การเลือกสื่อการสอนต้องสัมพันธ์กับขนาดและกิจกรรมของผู้เรียน
การเลือกสื่อตามประเภทของสื่อ

 ขั้นตอนการออกแบบบทเรียนโปรแกรมแบบ story line
1. ชื่อบทเรียน
2. คำแนะนำ + วัตถุประสงค์
3. เนื้อหา
4. แบบฝึกหัด (ทำทันทีหลังจากเนื้อหา เช่น เนื้อหาบทที่ 1 แบบฝึกหัดที่ 1)
      - ผิด  กลับไปทบทวนเนื้อหาใหม่
      - ถูก  ไปที่เนื้อหาต่อไป
5. สรุป

 
การวางแผนอย่างเป็นระบบในการใช้สื่อการสอน (ASSURE)
1.การวิเคราะห์ลักษณะผู้เรียน
      นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 สายวิทย์-คณิต โรงเรียนสงวนหญิง จ.สุพรรณบุรี จำนวน 25 คน

2.กำหนดวัตถุประสงค์
     เชิงทั่วไป : นักเรียนมีวิจารณญาณในการติดต่อสื่อสารกับบุคคลอื่นผ่านทางระบบ Social Network
     เชิงพฤติกรรม
           1. นักเรียนสามารถตรวจสอบข้อมูลของบุคคลที่จะติดต่อสื่อสารผ่านทางระบบ Social Network ได้
           2. นักเรียนสามารถเลือกรับหรือไม่รับบัคคลที่จะติดต่อสื่อสารผ่านระบบ Social Network จากการตรวจสอบข้อมูลจริงได้

3.การเลือก ดัดแปลง หรือออกแบบสื่อใหม่
           1. เอกสารข่าว เรื่อง “แม่สาว 17 วิ่งโร่ร้องปวีณาขอความเป็นธรรมหลังลูกสาวเสียชีวิตในบ้านผู้ชายที่รู้จักทางเฟสบุ๊ค”
           2. ใบงานสรุปประเด็นจากข่าวที่กำหนดให้
           3. อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้ในการผ่านระบบ Social Network
           4. ระบบ Social Network

4.การใช้สื่อ
           1. เตรียมเอกสารจากข่าวที่ล์อกให้เพียงพอกับจำนวนของนักเรียน
           2. เตรียม User จำลอง ที่จะใช้ในการทดสอบพฤติกรรมนักเรียน

 5.การกำหนดการตอบสนองของผู้เรียน
           1.ครูแจ้งวัตถุประสงคืการเรียนรู้และเอกสารให้นักเรียนทุกคน
           2.แบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 5 คน ศึกษา case study ที่แจกให้และร่วมแสดงความคิดเห็นภายในกลุ่มจากประเด็นที่ครูกำหนด
           3.นักเรียนนำเสนอประเด็นและอธิบายแสดงความคิดเห็นหน้าชั้นเรียน
           4.นักเรียนปฏิบัติกิจกรรมสถานการณ์จำลองเพื่อทดสอบตามวัตถุประสงค์
           5.ครูสรุปประเด็นและให้คำแนะนำเพิ่มเติมจากประเด็นที่ศึกษา

6.การประเมิน
           ประเมินโดยการสร้างสถานการณ์จำลอง เพื่อทดสอบการเลือกรับหรือไม่รับบุคคลที่เข้ามาติดต่อสื่อสารกับนักเรียน (สร้าง User ที่เป็นข้อมูลจริงและข้อมูลเท็จ ทำการทดสอบดดยการเพิ่มเพื่อนใน Facebook ของนักเรียน เพื่อประเมินว่านักเรียนมีวิจารณญาณในการเลือกรับหรือไม่รับบุคคลที่เข้ามาติดต่อสื่อสารทางระบบ Social Network หรือไม่

วันอาทิตย์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2557

โครงงานสำรวจแหล่งเรียนรู้ ดร.เจนศึก โพธิศาสตร์






ชื่อโครงงาน  สำรวจการใช้แหล่งการเรียนรู้ของผู้เข้าฝึกอบรมมาตรฐานความรู้วิชาชีพครูของคุรุสภา 9 มาตรฐานครั้งที่ 1

ผู้จัดทำ
1.นางสาวจิราภรณ์           พุ่มพันธ์วงษ์      เลขที่ 0187                   หัวหน้า
2.นางสาวจำลอง               แสงทอง            เลขที่ 0943                   รองหัวหน้า
3.นางสาววรัญญา             เฮงเจริญ            เลขที่ 0129                    สมาชิก
4.นางสาวกานดาวดี         ขวัญมงคล         เลขที่ 2339                    สมาชิก
5.นางสาววรยล               เทพหัสดิน ณ อยุธยา    เลขที่ 0108          สมาชิก
6. นายเทพฤทธิ์               สุภโอภาส           เลขที่ 6390                    สมาชิก
7.นางสาวธนาพร            สุมณฑา              เลขที่ 4472                    เลขานุการ

ที่ปรึกษาโครงงาน
อ.ดร.เจนศึก โพธิศาสตร์

ที่มาและความสำคัญของโครงงาน
            สังคมปัจจุบันและอนาคตเป็นสังคมเศรษฐกิจฐานความรู้ (Knowledge-Based Economy) การเรียนรู้ ความรู้และนวัตกรรม เป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาส่งเสริม การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง และเนื่องจากสภาพสังคมอยู่ในสภาวะที่โลกเปลี่ยนผ่าน (Transformation) จากเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (Industrial Economy)  มาสู่สังคมเศรษฐกิจฐานความรู้ ที่ระบุไว้ในแผนการศึกษาแห่งชาติ (พ.ศ.2545-2549) แสดงให้เห็นถึงสภาพสังคมที่ปรับเปลี่ยนไปตามกระแสแห่งโลก และสร้างความตระหนักให้ผู้เกี่ยวข้องทางการศึกษา ให้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการจัดการศึกษาที่เน้นศักยภาพของคนไทย ให้เป็นผู้มีความรอบรู้ และได้ระบุเป้าหมายสำคัญของการจัดการศึกษาไว้ชัดเจนว่า   “การพัฒนาคนอย่างสมดุล สร้างสังคมคุณธรรม ภูมิปัญญาและการเรียนรู้ พัฒนาสภาพแวดล้อมและสังคม ในส่วนของการพัฒนาบุคคล เป็นการพัฒนาคนตามแนวหลักเศรษฐกิจพอเพียง นั่นคือการยึดคนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา เพื่อให้คนไทยมีความสุข พึ่งตนเอง และก้าวทันโลกโดยยังคงรักษาเอกลักษณ์ความเป็นไทยไว้ สามารถเลือกใช้ความรู้และเทคโนโลยีได้อย่างคุ้มค่าเหมาะสม มีระบบภูมิคุ้มกันที่ดี มีความยืดหยุ่นพร้อมรับการเปลี่ยนแปลง ควบคู่ไปกับการมีคุณธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต และพัฒนาชีวิตให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ เป็นคนเก่ง คนดี และมีความสุข สมบูรณ์ทั้งร่างกายและจิตใจ สติปัญญา มีความรู้ ค่านิยมคุณธรรมและจริยธรรมในการดำรงชีวิต สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ 2545 : 4-6)
 พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ .. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่2) พ.ศ. 2545  มีสาระสำคัญที่สร้างเสริมความรู้ การเรียนรู้  ความใฝ่รู้ การศึกษาค้นคว้า  วิจัย  อันนำไปสู่สังคมความรู้ (Knowledge  Society)  และสังคมการเรียนรู้  (Learning  Society)  ซึ่งสะท้อนบทบาทของแหล่งการเรียนรู้  ในมาตรา ๒๕ รัฐต้องส่งเสริม    การดำเนินงานและการจัดตั้งแหล่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต ทุกรูปแบบ ได้แก่ ห้องสมุด พิพิธภัณฑ์ หอศิลป์ สวนสัตว์  สวนสาธารณะ สวนพฤกษศาสตร์ อุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ศูนย์การศึกษา และนันทนาการ แหล่งข้อมูล และแหล่งการเรียนรู้อื่นอย่างพอเพียง และมีประสิทธิภาพ  (สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา 2547a:a14) แนวการจัดการศึกษาตามมาตรฐานการศึกษาชาติ กล่าวถึง การจัดกระบวนการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ผู้เรียนต้องเห็นแบบอย่างที่ดี ได้ฝึก  การคิด ได้เรียนรู้จากประสบการณ์ตรงที่หลากหลาย ตรงตามความต้องการ  และมีความสุขในการเรียนรู้ ครู คณาจารย์  รู้จักผู้เรียนเป็นรายบุคคล เตรียมการสอนและใช้สื่อที่ผสมผสานความรู้สากลกับภูมิปัญญาไทย จัดบรรยากาศให้เอื้อต่อการเรียนรู้ จัดหาและพัฒนาแหล่งการเรียนรู้ที่หลากหลาย เพื่อพัฒนาความคิดของผู้เรียนอย่างเป็นระบบและสร้างสรรค์ (สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา 2548a: 3-9) 
            เป้าหมายการจัดการเรียนรู้ต้องมุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้ศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองเป็นสำคัญ เพื่อให้นักเรียนมีทักษะในการแสวงหาความรู้จากแหล่งการเรียนรู้ และสื่อต่างๆ อย่างกว้างขวาง สามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้กับการเรียนรู้ในห้องเรียนและชีวิตประจำวันได้เป็นอย่างดี เกิดคุณลักษณะใฝ่รู้ ใฝ่เรียน เรียนรู้ได้ด้วยตนเอง เป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้และรักการเรียนรู้ตลอดชีวิต การศึกษาค้นคว้าดังกล่าวสามารถศึกษาได้จากแหล่งการเรียนรู้ทั้งในสถานศึกษาและท้องถิ่น ดังนั้นสถานศึกษาต้องจัดให้มีแหล่งการเรียนรู้ทุกรูปแบบและหลากหลาย พร้อมทั้งแนะนำผู้เรียนให้ใช้แหล่งการเรียนรู้ให้เกิดประโยชน์ 
       แต่ในสภาพจริงผู้สอนอาจจะยังไม่ได้ใช้แหล่งการเรียนรู้ที่หลากหลายเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้เรียนให้มีศักยภาพ เนื่องมาจากข้อจำกัดทางด้านเวลา สถานที่ และความรู้ความเข้าใจของผู้สอนที่มีต่อการเลือกใช้แหล่งการเรียนรู้  หรือแหล่งการเรียนรู้ไม่เอื้ออำนวยต่อการจัดการเรียนการสอน  ดังนั้น การสำรวจและจำแนกแหล่งการเรียนรู้ในครั้งนี้จะช่วยให้ผู้ที่เข้าฝึกอบรมมาตรฐานความรู้วิชาชีพครูของคุรุสภา 9 มาตรฐานครั้งที่ 1 ได้รับทราบถึงประเภทของแหล่งการเรียนรู้ และสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการเรียนการสอนของตนเองได้อนาคต
 
 วัตถุประสงค์ของการศึกษาค้นคว้า
1. เพื่อศึกษาประเภทแหล่งการเรียนรู้
2. เพื่อจำแนกประเภทแหล่งการเรียนรู้

ขอบเขตของการทำโครงงาน
      1. สำรวจและสังเคราะห์แหล่งการเรียนรู้ประเภทต่างๆ จากข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตและเอกสารอ้างอิงต่างๆ โดยข้อมูลที่ศึกษาต้องมีระยะเวลาการเผยแพร่ตั้งแต่ปี 2550  ขึ้นไป
      2. สำรวจข้อมูลแหล่งการเรียนรู้จากผู้เข้าฝึกอบรมมาตรฐานความรู้วิชาชีพครูของคุรุสภา 9 มาตรฐาน ครั้งที่ 1  มาตรฐานที่ 8 นวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษา ระหว่างวันที่ 16 – 22 เมษายน 2557  จำนวน  32 คน   

 เครื่องมือในการดำเนินงาน          
1. แบบบันทึกประเภทของแหล่งการเรียนรู้
2. แบบสำรวจข้อมูลการใช้แหล่งการเรียนรู้

 วิธีดำเนินงาน
1. ประชุมระดมสมองเพื่อเลือกหัวข้อในการสำรวจข้อมูล
2. เลือกกลุ่มเป้าหมายและวิธีการสำรวจข้อมูล
3. ออกแบบแบบสอบถามเพื่อใช้ในการสำรวจข้อมูล
4. ดำเนินการสำรวจข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างเป้าหมาย
5. รวบรวมแบบสอบถาม เพื่อจำแนกประเภทแหล่งการเรียนรู้
6. ประมวลผลข้อมูลแหล่งการเรียนรู้แต่ละประเภทเพื่อคิดเป็นร้อยละ
7. สรุปและเขียนรายงานโครงงาน
8. นำเสนอโครงงาน


แผนปฏิบัติงาน

ลำดับที่
กิจกรรม
ระยะเวลา
ทรัพยากร / ปัจจัย
ผู้รับผิดชอบ
1
Plan
- ประชุมระดมสมองเพื่อเลือกหัวข้อในการสำรวจข้อมูล
- เลือกกลุ่มเป้าหมายและวิธีการสำรวจข้อมูล
- ออกแบบแบบสอบถามเพื่อใช้ในการสำรวจข้อมูล
 
17 เม.ย.57
-
สมาชิกกลุ่ม
ลำดับที่
กิจกรรม
ระยะเวลา
ทรัพยากร / ปัจจัย
ผู้รับผิดชอบ
2
Do
- ดำเนินการสำรวจข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างเป้าหมาย
- รวบรวมแบบสอบถาม เพื่อจำแนกประเภทแหล่งการเรียนรู้
19 เม.ย.57
 
- แบบสอบถาม
- รายงานโครงงาน
สมาชิกกลุ่ม
3
Check
- ประมวลผลข้อมูลแหล่งการเรียนรู้แต่ละประเภทเพื่อคิดเป็นร้อยละ
- นำโครงร่างของโครงงานปรึกษาอาจารย์ที่ปรึกษา
เพื่อปรับแก้ไข
19 เม.ย.57
โครงร่างโครงงาน
สมาชิกกลุ่ม
4
Action
- สรุปและเขียนรายงานโครงงาน
- นำเสนอโครงงาน
 
20 เม.ย.57
 
สมาชิกกลุ่ม

 ผลที่คาดว่าจะได้รับ
          ครูหรือผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการศึกษา  สามารถนำข้อมูลประเภทของแหล่งการเรียนรู้ที่สำรวจไปใช้อ้างอิงและประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอนของตนเองในอนาคต


เอกสารอ้างอิง
       การเข้าถึง https://sites.google.com/site/punaoy/kha/phumipayya-1/khwamsakhaykhxnghaelngkarreiynru  วันที่ 17 เมษายน 2557